Neo-Penotran Forte

ยาสอดช่องคลอด นีโอ-เพโนทราน ฟอร์ท

Neo-Penotran Forte Vaginal Suppository

ยาสอดช่องคลอด Neo-Penotran® Forte แต่ละเม็ดประกอบด้วย 

Metronidazole 750 มก. และ Micronazole nitrate 200 มก. 

  • Miconazole nitrate เป็นอนุพันธ์ของ imidazole ที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นยาต้านเชื้อราที่มีฤทธิ์กว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรครวมทั้ง Candida albicans นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก 
  • Metronidazole ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ 5-nitroimidazole เป็นยาต้านเชื้อโปรโตซัวและยาต้านเชื้อแบคทีเรีย และมีฤทธิ์การต้านการติดเชื้อต่างๆที่เกิดจากเชื้อแบคเทีเรีย anaerobe และโปรซัว เช่น Trichomonas vaginallis, Gardnerella vaginallis และแบคทีเรีย anaerobe รวมทั้ง anaerobic streptococci 

 

ข้อบ่งใช้ 

สำหรับรักษาการติดเชื้อรา Candida albicans ที่ช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย anaerobe และ Gardnerella vaginallis ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis และการติดเชื้อหลายชนิดที่ช่องคลอด

 

ข้อห้ามใช้ 

ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่ไวต่อยานี้ คือ ระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ในผู้ป่วยโรค porphyria โรคลมชัก และผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติรุนแรง

 

คำเตือนและข้อควรระวัง

  • ควรหลักเลี่ยงการดื่มหรือกินแอลกอฮอล์ในระหว่างการรักษาและภายในระยะเวลา 2 วันหลังจากสิ้นสุดการรักษา อาจทำให้เกิดอาการชักได้
  • ส่วนประกอบในยาสอดช่องคลอดอาจทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ที่เป็นยางหรือ latex บางชนิด เช่น ที่ใช้ในหมวกยางกั้นช่องคลอดสำหรับคุมกำเนิด (diaphragms) หรือถุงยางอนามัย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกัน คู่นอนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Trichomonas vaginalis ควรได้รับการรักษาไปพร้อมๆกัน
  • ควรลดขนาดยา Metronidazole ในผู้ที่ไตทำงานบกพร่อง เนื่องจากการขจัดยาอาจลดลงในผู้ที่ตับทำงานบกพร่องรุนแรง เช่น ในผู้ป่วย hepatic encephalopathy ขนาดยาต่อวันควรลดลงเป็น 1 ใน 3 

 

สตรีมีครรภ์และสตรีระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง

Metronidazole จัดอยู่ใน Pregnancy category B และ Miconazole จัดอยู่ใน Pregnancy category C อาจใช้ยานี้ได้ หลังจากไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ หากแพทย์พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ควรหยุดเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง เนื่องจาก Metronidazole ถูกขับออกมาในน้ำนม สามารถเริ่มเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเองได้อีกภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังสิ้นสุดการรักษา

 

อาการข้างเคียงและอาการอันไม่พึงประสงค์ 

ปฏิกิริยาไวเกิน (ผื่นผิวหนัง) และอาการข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาการคันแสบร้อนและระคายเคืองช่องคลอด พบได้น้อย อุบัติการณ์ของอาการข้างเคียงที่เกิดกับระบบทั่วร่างกายพบได้น้อยมาก เนื่องจากภายหลังการสอดยา Metronidazole ทางช่องคลอด จะได้ระดับยาในเลือดต่ำมาก (2-12%เมื่อเทียบกับการรับประทาน) Miconazole nitrate อาจทำให้ระคายเคืองช่องคลอด (แสบร้อน คัน) ได้เช่นเดียวกับยาต้านเชื้อราตัวอื่นๆ ที่เป็นอนุพันธ์ของ imidazole ที่ให้โดยการสอดทางช่องคลอด (2-6%) ควรหยุดใช้ยาหากเกิดอาการระคายเคืองรุนแรง อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ metronidazole แบบทั่วร่างกาย ได้แก่ ปฏิกิริยาไวเกิน(พบน้อยมาก) เม็ดเลือดขาวต่ำ กล้ามเนื้อไม่สามารถประสานงานกัน (ataxia) การเปลี่ยนแปลงทางจิต  โรคของระบบประสาทส่วนปลายเมื่อใช้ยาเกินขนาดและหลังจากใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน อาการชัก ท้องเดิน ท้องผูก วิงเวียน ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหรือเกร็งท้อง การรับรสเปลี่ยนแปลง ปากแห้ง รสเฝื่อน (metallic taste) หรือรสเสียไป (bad taste) รู้สึกเหนื่อย อาการข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากระดับยา Metronidazole ในเลือดหลังจากสอดยาทางช่องคลอดมีค่าต่ำ 

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น 

ขนาดยาและวิธีใช้ยา 

ให้สอดยา 1 เม็ด เข้าทางช่องคลอดให้ลึก ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน

ในรายที่กลับเป็นซ้ำ หรือหากอาการช่องคลอดอักเสบดื้อต่อการรักษาอื่นๆ แนะนำให้สอดยา 1 เม็ด ก่อนนอนเป็นเวลา 14 วัน 

ควรสอดยาในท่านอนหงาย สอดยาเข้าสู่ช่องคลอดให้ลึกโดยใช้ที่สวมนิ้วสำหรับใช้ครั้งเดียวซึ่งบรรจุอยู่ในกล่อง

ผู้สูงอายุ (เกิน 65) : เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า

เด็ก : ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก

ไม่แนะนำให้ใช้ในสตรีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 

ห้ามกลืนยาหรือใช้ยาทางอื่นๆ

 

สภาวะการเก็บรักษา

เก็บยาที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

ไม่ใช้ยาหลังจากวันหมดอายุที่ระบุไว้บนกล่อง

เก็บให้พ้นจากมือเด็ก และเก็บในบรรจุภัณฑ์เดิม

 

ขนาดบรรจุ 

1 กล่อง มียาสอดช่องคลอด 7เม็ด พร้อมที่สวมนิ้วช่วยสอดยาแบบใช้ครั้งเดียว 7 ชิ้น

 

ผลิตโดย: Interphil Laboratories, Inc., Laguna, Phillippines

นำเข้าโดย: บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด, กรุงเทพ, ประเทศไทย

  

 

             ตกขาว (Leukorrhea หรือ Vaginal Discharge) คือ อาการที่มีเมือกเหลวไหลออกมาจากช่องคลอดของผู้หญิงโดยไม่ใช่เลือดประจำเดือน เมือกนี้ถูกขับออกจากปากมดลูกมายังช่องคลอด เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้บริเวณช่องคลอดและช่วยป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด โดยตกขาวปกติจะมีสีขาวหรือใส และไม่มีกลิ่นเหม็น ส่วนตกขาวที่มีสีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู หรือมีเลือดปน และส่งกลิ่นเหม็นคล้ายเนื้อเน่า จะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นภายใน

 

อาการของตกขาว 

 ตกขาวปกติ

  • มีสีขาวหรือใส และไม่มีกลิ่นเหม็น
  • ตกขาวจะใสและมีปริมาณมากในช่วงวันที่มีการตกไข่ ส่วนในช่วงที่เป็นประจำเดือน ตกขาวจะหนาและเหนียวข้น
  • ในระหว่างการตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีตกขาวมากกว่าปกติ
  • หลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะมีตกขาวน้อยลง

                                                                   

 ตกขาวที่ผิดปกติ 

  • มีสีที่ต่างไปจากเดิม เช่น สีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาลหรือตกขาวมีเลือดปน และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คล้ายกลิ่นเนื้อหรือปลาเน่า
  • ตกขาวเป็นก้อนหนา หรือมีตกขาวมากผิดปกติ
  • มีอาการอื่นปรากฏร่วมกับตกขาว เช่น มีอาการคันหรือเจ็บปวดบริเวณปากช่องคลอด เจ็บปวดขณะมีปัสสาวะหรือขณะมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดที่ไม่ใช่ประจำเดือนไหลออกจากช่องคลอด

 

สาเหตุของตกขาว

ตกขาวเป็นเมือกที่ถูกขับจากปากมดลูกให้ไหลมายังช่องคลอด เพื่อหล่อลื่นสร้างความชุ่มชื้นและช่วยป้องกันการติดเชื้อ

ตกขาวที่ผิดปกติมักเป็นผลมาจากการติดเชื้อและอาการป่วยต่าง ๆ ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ เช่น โรคหนองในแท้หรือโรคหนองในเทียม การแพร่กระจายของเชื้อรา ทำให้เกิดโรคเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ ปรสิตที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดการติดเชื้อทริโคโมนาส

ส่วนอาการตกขาวผิดปกติที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาจเกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอดหรือปากมดลูก การแพ้สารเคมี เช่น สารจากผ้าอนามัย หรือถุงยางอนามัย การสวนล้างช่องคลอด การเกิดติ่งเนื้อที่ปากมดลูก เป็นต้น

การสังเกตลักษณะตกขาวและอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีตกขาวที่ผิดปกตินั้น อาจทำให้ทราบสาเหตุของการป่วยเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ตกขาวสีขาวขุ่นหรือเทา และมีกลิ่นคาวปลา มีลักษณะเป็นเมือกบางและเปียก มักไม่พบอาการเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วย อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและป่วยเป็นแบคทีเรียล วาไจโนสิส (Bacterial Vaginosis) ซึ่งเป็นภาวะช่องคลอดอักเสบที่เกิดจากความไม่สมดุลของเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด ไม่ใช่การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แต่การมีเพศสัมพันธ์ภายหลังการติดเชื้ออาจทำให้อาการป่วยแย่ลงได้
  • ตกขาวสีขาว เป็นแป้งหนา และมีอาการคัน หรืออาจเจ็บปวดบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย แต่มักไม่มีกลิ่นเหม็น อาจเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอด และไม่ใช่การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวสีชมพู อาจเป็นการหลุดลอกของเยื่อบุมดลูกหลังคลอด
  • ตกขาวสีเขียว สีเหลือง อาจมีอาการเจ็บปวดและคันรอบช่องคลอด เจ็บปวดขณะปัสสาวะและขณะมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ การเป็นหนองในแท้ หนองในเทียม
  • ตกขาวแบบมีฟอง อาจเกิดจากการติดเชื้อทริโคโมนาส
  • ตกขาวแบบมีเลือดปน และมีความเจ็บปวด ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน เจ็บปวดขณะปัสสาวะและขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจเกิดจากประจำเดือนมาไม่ปกติ มะเร็งเยื่อบุมดลูก หรือมะเร็งปากมดลูก
  • ตกขาวร่วมกับตุ่มบวมแดง หากมีตุ่มบวมแดงรอบอวัยวะเพศ อาจเป็นเริมที่อวัยวะเพศ

                                                           

                                                                 

การวินิจฉัยตกขาว

ปกติแล้ว อาการตกขาวเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายเพศหญิง แต่หากพบว่ามีตกขาวที่ผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา โดยแพทย์จะซักประวัติสุขภาพ การรักษา การใช้ยา การเจ็บป่วยที่ผ่านมาหรือที่เป็นอยู่ ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ และสอบถามเกี่ยวกับอาการตกขาวที่พบ เช่น สีและกลิ่นของตกขาว อาการที่พบร่วมกับตกขาว อย่างอาการคัน เจ็บปวด หรือมีแผลบริเวณช่องคลอด และช่วงเวลาที่เริ่มมีตกขาวผิดปกติ

หากพบสัญญาณความผิดปกติ แพทย์จะตรวจร่างกายภายใน แล้วจึงนำตัวอย่างตกขาวไปตรวจ หรืออาจใช้วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Test) ในกรณีที่สงสัยว่าอาจป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าทางช่องคลอด เพื่อป้ายเซลล์จากบริเวณปากมดลูกแล้วส่งตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อหาการติดเชื้อ

 

การรักษาตกขาว

อาการตกขาวผิดปกติต้องรักษาที่สาเหตุและโรคที่ป่วย ทั้งการรักษาด้วยยาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไป ตกขาวมักเกิดจากการติดเชื้อประเภทแบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ มีการรักษาเบื้องต้น ดังนี้ 

การป่วยเป็นแบคทีเรียล วาไจโนสิส (Bacterial Vaginosis)  และการติดเชื้อปรสิตทริโคโมนาส แพทย์จะรักษาด้วยการจ่ายยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน ครีมทาภายในช่องคลอด และยาสอดช่องคลอด โดยใช้ยาเมโทรนิดาโซล(Metronidazole) หรือทินิดาโซล(Tinidazole) ตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของทั้งปรสิตและแบคทีเรีย

การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือในขณะที่กำลังตั้งครรภ์

การอักเสบจากเชื้อรา ใช้ยาต้านเชื้อราชนิดสอดเข้าไปในช่องคลอด มีทั้งรูปแบบครีม ยาเหน็บ ตัวยาที่ใช้ ได้แก่ โคลไตรมาโซล (Clotrimazole), ไมโคนาโซล (Miconazole) ส่วนยารับประทานใช้ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) เพื่อยับยั้งทำลายเชื้อราและกระบวนการสร้างเซลล์ของเชื้อรา

หากอาการตกขาวแสดงถึงการติดเชื้อรา สามารถใช้ยารักษาเชื้อราแบบครีม หรือเหน็บช่องคลอดที่ซื้อได้ตามร้านขายทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ โดยในปัจจุบันมียาสอด Neo-Penotran Forte ซึ่งมีตัวยาผสมของยา เมโทรนิดาโซล (Metronidazole-ใช้ยับยั้งปรสิตและแบคที่เรีย) และยาไมโคนาโซล (Miconazole-ยับยั้งเชื้อรา) เพื่อใช้รักษาอาการตกขาวเนื่องจากติดเชื้อหลายชนิดได้ แต่หากรักษาไม่หายและอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

 

ภาวะแทรกซ้อนของตกขาว

ตกขาวที่ผิดปกติอาจมีอาการที่แสดงออกมาเนื่องจากการติดเชื้อและการเจ็บป่วยของโรค เช่น

  • คัน บวม เจ็บปวด หรือมีแผลบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด
  • มีเลือดที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือนไหลออกมาจากช่องคลอด
  • เจ็บปวดในขณะปัสสาวะ ปวดบริเวณท้องน้อย
  • เจ็บปวดในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • การติดเชื้ออาจแพร่จากแม่สู่ลูกได้ในการคลอด
  • การติดเชื้ออาจแพร่ลามไปยังอวัยวะในระบบสืบพันธุ์อื่น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก
  • การติดเชื้ออาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม เรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระบบสืบพันธุ์ เช่น มดลูก และรังไข่
  • ตกขาวที่เกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในมดลูกหรือช่องคลอด อาจนำไปสู่อาการช็อกเฉียบพลันจากการที่พิษเข้าสู่กระแสเลือด (Toxic Shock Syndrome) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

การป้องกันการเกิดตกขาว

สามารถป้องกันการเกิดตกขาวที่ผิดปกติได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ เช่น

                                                             

  • รักษาความสะอาดช่องคลอดและอวัยวะเพศอยู่เสมอ
  • ล้างช่องคลอดด้วยน้ำและสบู่อ่อน ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบระคายเคือง
  • สวมใส่กางเกงชั้นในที่สะอาด ทำจากผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่หนาและไม่อับชื้น
  • ไม่ใช้สบู่หอม สเปรย์พ่น ฟองสบู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีชนิดต่าง ๆ เพื่อล้างสวนช่องคลอด
  • ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ก่อนการใช้งานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และล้างทำความสะอาดห้องน้ำอยู่เสมอเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค                                            
  • หากผู้ป่วยมีอาการตกขาวผิดปกติโดยมีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ อีกหนึ่งวิธีการป้องกันการติดเชื้อซ้ำภายหลังการรักษาจนหายดีแล้ว คือ ให้คู่นอนเข้ารับการรักษาการติดเชื้อดังกล่าวด้วย

                                                          

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.pobpad.com

Visitors: 77,440